วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หน่วยที่ 9 การสนทนาออนไลน์

แนวคิด
                การสื่อสารบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  นอกจากในรูปของการรับ – ส่งอีเมลแล้ว  ยังมีรูปแบบการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า  “การสนทนาออนไลน์” ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้จะเป็นแบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน  โดยรูปแบบการสนทนาออนไลน์จะเป็นการสื่อสารที่ทำให้คู่สนทนาสามารถโต้ตอบได้ทันที  ซึ่งมีการสนทนาระหว่างคนสองคน  หรือจะเป็นการสนทนาแบบพูดคุยกันภายในกลุ่มก็ได้  ซึ่งจะจัดแบ่งกลุ่มการสนทนาตามความสนใจ  เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกห้องการสนทนาได้ด้วยตนเอง  และการใช้รูปแบบการสนทนาออนไลน์  จะทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้ทั้งในรูปแบบของข้อความ  ภาพ  และเสียง

สาระการเรียนรู้
1. รูปแบบการสนทนาออนไลน์ (Chat)
1.1 การสนทนาออนไลน์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
1.2 การสนทนาออนไลน์โดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมายของการสนทนาออนไลน์ได้
2. บอกวิธีการสนทนาออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้
3. บอกความแตกต่างของรูปแบบการสนทนาออนไลน์แต่ละประเภทได้
4. บอกชื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการการสนทนาออนไลน์ได้
5. อธิบายขั้นตอนของการสนทนาออนไลน์ได้



รูปแบบการสนทนาออนไลน์ (Chat)
                การสนทนาออนไลน์จะมีหลายรูปแบบ  โดยแบ่งตามวิธีการสื่อสาร  ดังต่อไปนี้

การสนทนาออนไลน์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
                เป็นลักษณะการสนทนาแบบเป็นกลุ่ม  โดยผู้สนทนาจะพิมพ์ข้อความที่ต้องการสื่อสารผ่านไปยังเซิร์ฟเวอร์  และเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความเหล่านั้นออกมาแสดงบนหน้าจอของทุกคนที่กำลังติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์อยู่  ซึ่งเราจะเรียกว่า “ห้องสนทนา” (Chat Room)  โดยจะจัดแบ่งห้องสนทนาตามหัวข้อที่ต้องการจะสื่อสารกัน  เพื่อให้คนที่ต้องการจะพูดคุยกับบุคคลภายในห้องสนทนานั้น  สามารถเปิดเข้าไปคุยในห้องสนทนา  หรือในหัวข้อเรื่องที่เราสนใจได้  เช่น  ห้องการ์ตูน  ห้องการศึกษา  ห้องการเมือง  ห้องภาพยนตร์  ห้องเพลง  เป็นต้น  ภายในห้องจะมีคนหลาย ๆ คน  ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน  สามารถพูดคุยกันภายในกลุ่มด้วยการพิมพ์ข้อความโต้ตอบกัน และเป็นการพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน

                วิธีการสนทนาออนไลน์ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์กลาง  จะมีเทคนิคเพื่อให้เลือกใช้บริการ  ดังนี้
1.  การสนทนาออนไลน์ผ่านโปรแกรม  คือ  ลักษณะการสนทนาด้วยข้อความในห้องสนทนาโดยใช้โปรแกรมบนแต่ละเครื่องของผู้ใช้  ซึ่งจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก  และมีเซิร์ฟเวอร์ให้เลือกมากมาย  เช่น  PIRCE, mIRC และ Comic Chat  ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางซึ่งจะทำงานในระบบ  IRC (Internet Relay Chat)  ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งของระบบอินเทอร์เน็ต
2.  การสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บ (Web Chat) คือ  รูปแบบของการนำวิธีการทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิดห้องสนทนา (Chat Room) บนเว็บเพจของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ  โดยไม่ต้องมีโปรแกรมรันอยู่บนเครื่องของผู้สนทนา  ปัจจุบันการสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บได้นำเทคโนโลยี “วาจา” (Java) มาใช้ในการเขียนโปรแกรมที่สามารถรันได้ทันทีบนเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องทำการติดตั้ง  ซึ่งเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้ห้องสนทนามีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นทำให้น่าสนใจ  การเริ่มใช้งานครั้งแรกจะต้องการดาวน์โหลดโปรแกรม Java Applet  มาทำการติดตั้งก่อน  แล้วจะสามารถเริ่มสนทนาได้  ซึ่งโปรแกรมจะทำงานโดยติดต่อกับเครื่องที่เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์กลางด้วยระบบ  IRC  หรือจะทำงานกับเซิร์ฟเวอร์เลยก็ได้


ขั้นตอนการสนทนาแบบ Chat Room
1. พิมพ์ URL ที่ช่อง  Address : http://www.sanook.com/
2. คลิกเลือกที่ คุยสด  จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ  คือ
Java Chat  ซึ่งจะต้องติดตั้งโปรแกรม  Java Applet ก่อน  จึงจะสามารถสนทนารูปแบบนี้ได้
Classic Chat  เป็นรูปแบบดั้งเดิมของการสนทนาออนไลน์โดยผ่านเซิร์ฟเวอร์  สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติม
3.  เมื่อเลือก  Classis Chat  จะมีรายชื่อของห้องสนทนาต่าง ๆ ภายในเซิร์ฟเวอร์แสดงออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความสนใจ  เพื่อจะได้เข้าไปคุยกับเพื่อน ๆ ภายในห้องสนทนาที่มีความสนใจในเรื่องเดียว
4.  เมื่อเลือกห้องที่ต้องการสนทนาได้แล้ว  จะปรากฏเว็บเพจในการแนะนำวิธีการ  Log on  เพื่อขอใช้บริการ  พร้อมทั้งให้พิมพ์ชื่อ  และสีของข้อความที่ต้องการใช้ในระหว่างการสนทนา  เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่  “เข้าห้อง”
5.  เมื่อเข้าไปภายในห้องสนทานาแล้ว  จะปรากฏชื่อของสมาชิกทั้งหมดภายในห้องสนทนานี้  และการสนทนาสามารถเลือกได้ว่าเราจะส่งข้อความถึงใคร  หรือส่งถึงทุกคนภายในห้องก็ได้  แต่ข้อความที่แสดงบนหน้าจอ  ทุกคนที่อยู่ภายในห้องสนทนานั้นจะเห็นด้วยกันทั้งหมด
6.  เมื่อเลือกผู้สนทนาที่เราต้องการส่งข้อความถึงแล้วนั้น  เราก็ทำการพิมพ์ข้อความที่จะต้องส่งไป  แล้วเลือกคลิก ที่ Update  ข้อความของเราจะไปปรากฏบนหน้าจอของทุกคนที่ใช้ห้องสนทนานี้
7.   เมื่อเราต้องการออกจากห้องสนทนา  ให้คลิกที่  Logoff
8.   เพียงการทำงานตามขั้นตอนนี้  เราก็สามารถเข้าไปสนทนายังห้องสนทนาต่าง ๆได้โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ที่ให้บริการเหล่านั้น  และเมื่อทำการ Logoff  อกจากห้องสนทนาห้องใดห้องหนึ่งแล้ว  ก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปสนทนายังห้องอื่น ๆ ต่อไปอีกได้

การสนทนาออนไลน์โดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
                วิธีการสนทนาออนไลน์รูปแบบนี้จะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การรับส่งสารแบบทันทีทันใด” หรือ Instant Messaging  เช่น  โปรแกรม  IQC. MSN, Messenger. Yahoo Messenger, Windows Messenger  เป็นต้น  การสนทนาในรูปแบบนี้จะใช้โปแกรมที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะ  มีลูกเล่นที่อำนวยความสะดวกในการสนทนา  จะเป็นรูปแบบของการสนทนาแบบตัวต่อตัว  มิใช่ลักษณะการสนทนาในแบบห้องสนทนา  หรือการสนทนาแบบเป็นกลุ่มเหมือนกับรูปแบบของการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง  และจะไม่ทำให้การสนทนารูปแบบนี้ช้า  ถึงแม้ว่ามีผู้ใช้พร้อมกันมากก็ตาม

ขั้นตอนการสนทนาแบบ  Instant Messaging
1. พิมพ์ URL  ที่ช่อง Address : http://messenger/yahoo.com
2. เมื่อปรากฏหน้าจอของ  Yahoo! Messenger  เรียบร้อยแล้ว  จะประกอบด้วย 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1  เป็นสมาชิก E-mail ที่ yahoo.com ให้คลิกเลือกที่  Sign In
จะปรากฏหน้าจอของการ Login  เข้าไปยัง  yahoo.com  โดยจะใช้ Yahoo!ID และ Password  เช่นเดียวกับการ Login  เข้าไปยังการใช้งาน E-mail ของ yahoo.com
กรณีที่ 2  ยังไม่ได้เป็นสมาชิก E-mail  ที่ yahoo.com  ให้คลิกเลือกที่ Sign Up
จะให้การลงทะเบียนสมาชิกโดยจะมีรูปแบบเช่นเดียวกับการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อขอใช้ E-mail ใน yahoo.com (ดังนั้นแสดงไว้ในหน่วยที่ 6)
3. คลิกที่ Features  เพื่อดูรายละเอียดของโปรแกรมและจะสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม messenger ของ yahoo.com ซึ่งมีรายละเอียดเพื่อให้ได้ศึกษาก่อน
4.  เมื่อคลิกเลือก  Download  แล้ว  จะมีหน้าต่าง File Download  ให้เลือกที่ Open  โปรแกรมจะทำการดาวน์โหลดให้จนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย
5.   เมื่อดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว  จะปรากฏหน้าต่าง Yahoo! Messenger Installation  เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม  Yahoo! Messenger  ให้คลิกเลือก Next เพื่อเริ่มต้นการติดตั้งโปรแกรม  และทำตามขั้นตอนของการติดตั้งโปรแกรมไปจนกว่าจะเสร็จเรียบร้อยทุกขั้นตอน
6.  เมื่อติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการสนทนาเรียบร้อยแล้วจะปรากฏหน้าต่าง  Sign In  เพื่อใช้งานในลำดับต่อไป
7.  เมื่อ  Sign In โยกำหนด Yahoo! ID และ Password ถูกต้องแล้วจะทำการติดต่อไปยัง Yahoo!  ซึ่งจะปรากฏ Yahoo! ID ของผู้ขอใช้บริการด้วย เช่น Connecting to Yahoo! As s_kulrapee
8.  จะทำการเพิ่มชื่อใน  Messenger List  โดยคลิกที่  Add  ปรากฏหน้าต่าง  Add to Messenger List  ให้กรอกข้อมูลตามช่องที่กำหนด
9. ให้ทำการเลือกห้องสนทนาที่ต้องการจะเข้าไปคุยกับบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้องนั้นโดยจัดห้องตามกลุ่มที่มีความสนใจในเรื่องต่าง ๆ กันไป
10. ถ้าต้องการที่จะคุยกับคนใด  ก็สามารถที่จะเลือกตามรายชื่อที่ปรากฏอยู่ภายในห้องนั้น  หรือถ้าคนใดที่ต้องการจะคุยกับเรา  ก็สามารถที่จะคลิกมาที่ชื่อของเราได้เช่นกัน
11.  ที่แถบสถานะ (status bar)  จะปรากฏรายชื่อของผู้ที่กำลังสนทนาอยู่กับเรา  และการสนทนานั้นจะสามารถสนทนากันได้หลายรูปแบบ  เช่น  ข้อความ  กล้อง webcam เสียง หรือรูปภาพ
12.  จะมีสัญลักษณ์ของ Yahoo! Messenger  อยู่ที่หน้าจอ Desktop  เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อการสนทนาในครั้งต่อ ๆ ไป


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 9


1. การรสนทนาออนไลน์ผ่านโดยโปรแกรมคือข้อใด
ก. การสนทนาด้วยข้อความในห้องสนทนา
ข. พูดคุยกันภายในกลุ่ม
ค. ถูกทั้ง ก และ ข
ง. ไม่มีข้อถูก
2. การสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บคือรูปแบใด
ก. รูปแบบของการนำวิธีการทำงาน เว็บเซริฟเวอร์
ข. เว็บเบราวเซอร์
ค. การดาวโหลดก่อน
ง. ถูกทุกข้อ
3. โปรแกรมจะทำงานโดยติดต่อกับเครื่องเซริฟเวอร์กลางทำด้วยระบบใด
ก. IRC หรือจะทำงานกับเว็บเซริฟเวอร์เลยก็ได้
ข. เว็บเบราวเซอร์
ค. Chat Room
ง. ไม่มีข้อถูก
4. คุยสด จะแบ่งออกเป็นกี่รูปแบบ
ก. 3 รูปแบบ
ข. 2 รูปแบบ
ค. 4 รูปแบบ
ง. 5 รูปแบบ
5. ขั้นตอนการสนทนาคือข้อใด
ก. Chat Room
ข. TRC
ค. Classie Chat
ง. ไม่มีข้อถูก
6. Java Chat จะติดตั้งโปแกรมแบบใดจึงจะสามารถสนทนาได้
ก. Java Appet
ข. Classic Chat
ค. Java Chat
ง. ถูกทุกข้อ
7. การติดต่อกับเซริฟเวอร์อยู่ซึ่งเราจะเรียกกันว่าอะไร
ก. ห้องสนทนา
ข. คุยสด
ค. ถูกทั้ง ก และ ข
ง. ไม่มีข้อถูก

8. รูปแบบการสนทนาออนไลน์ คือ รูปแบบใด
ก. Chat
ข. Chat Room
ค. Java Chat
ง. ไม่มีข้อถูก
9. IRC : Tnternet Rday Chat เป็นการสื่อสารในสนทนาข้อใด
ก. ข้อความ ภาพ หรือเสียง
ข. รูปแบบการสื่อสารอินเทอร์
ค. การพูดคุยกัน
ง. ถูกทุกข้อ
10. สมาชิก E-mail – yahoo.com ให้เลือกคลิกที่ใด
ก. Sign In
ข. Loging
ค. ถูกทั้ง ก และ ข
ง. ไม่มีข้อถูก

เฉลย 1. ก 2. ก 3. ก 4. ข 5. ก 6. ก 7. ก 8. ก 9. ง 10. ก

หน่วยที่ 8 การค้นหาจ้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine)

แนวคิด
                ในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต  จะทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลจากหลากหลายแหล่งมากกว่าการค้น หาข้อมูลจากภายในห้องสมุด  โดยแบ่งประเภทในการค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน  เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกประเภทและรูปแบบของการค้นหาข้อมูลได้  ซึ่งผู้ใช้ต้องศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ให้บริการจะทำให้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการมากที่สุด

สาระการเรียนรู้
1. ประเภทของการค้นหาข้อมูล
1.1 Search Engine  การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
1.2 Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่
1.3 Metasearch  การค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล
2. การค้นหาโดยใช้  Search Engine
2.1 การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา
2.2 การค้นหาจากหมวดหมู่  หรือไดเร็กทอรี (Directories)
2.3 เทคนิคในการค้นหาข้อมูล

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมายของเครื่องจักรค้นหาได้
2. บอกประเภทของการค้นหาข้อมูลได้
3. จำแนกเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลแต่ละประเภทได้
4. บอกวิธีการค้นหาข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้
5. อธิบายเทคนิคในการค้นหาข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ได้


ประเภทของการค้นหาข้อมูล
การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต  สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้  3  ประเภท  คือ

Search Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
                Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า “Robot” ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการ  เพราะได้ระบุคำที่เจาะจงลงไป  เพื่อให้ Robot  เป็นตัวช่วยในการค้นหาข้อมูล  ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมมาก  เช่น  www.google.co.th

Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่
                การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยจัดเก็บข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ผู่ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้  โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดการข้อมูลที่คล้ายกัน  หรือเป็นประเภทเดียวกัน  นำมารวบรวมไว้ในกลุ่มเดียวกัน
                ลักษณะการค้นหาข้อมูลแบบ Search Directories จะทำให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกข้อมูลที่ต้องการค้นหา  และทำให้ได้ข้อมูลตรงกับความต้องการ
                การค้นหาวิธีนี้มีข้อดีคือ  สามารถเลือกจากชื่อไดเร็กทอรีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการค้นหาและสามารถเลือกที่จะเข้าไปดูว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างได้ทันที เช่น www.sanook.com

Metaseaech การค้นหาจ้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล
                เป็นลักษณะของการค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ Search Engine ในเวลาเดียวกัน  เพราะเป็นเว็บไซต์ที่เป็น Metasearch จะไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง  แต่จะค้นหาเว็บเพจที่ต้องการโดยวิธีการดึงจากฐานข้อมูลของ Search Site จากหลาย ๆ แห่งมาใช้  แล้วจะแสดงผลให้เลือกตามต้องการ  เช่น  http://www.thaifind.com/

การค้นหาโดยใช้ Search Engine
                การใช้วิธีการค้นหาข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  สามารถแบ่งรูปแบบในการค้นหาออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ
1. การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา  หรือที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด” (Keyword)
2. การค้นหาจากหมวดหมู่  หรือไดเร็กทอรี (Directories)
การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา
                วิธีการค้นหาข้อมูลในลักษณะนี้ก็คือ  การระบุคำที่ต้องการค้นหา  หรือที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด” โดยในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลจะมีช่องเพื่อให้กรอกคำที่ต้องการค้นหาลงไป  แล้วจะนำคำดังกล่าวไปค้นหาจากข้อมูลที่ได้จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของระบบ

วิธีการค้นหาข้อมูลแบบระบุคำที่ต้องการค้นหา  หรือคีย์เวิร์ด
                โดยจะเลือกเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลที่เรามักจะเรียกว่า “เว็บไซต์สำหรับ Search Engines”  ซึ่งมีเว็บไซต์ต่าง ๆ หลายเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านนี้  เช่น  www.google.com  การใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหาข้อมูล  เราจะต้องพยายามระบุคำให้ชัดเจนเพื่อจะสามารถให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ  หรือใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการให้มากที่สุด

วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด  สามารถทำได้ดังต่อไปนี้  คือ
1. พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น www.google.com
2. กรอกคำที่ต้องการค้นหาในช่องที่เว็บไซต์ได้กำหนดไว้
3. เว็บไซต์จะค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีคำที่เหมือนกับคำที่เราได้กรอกไว้ในช่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล
4. คลิกเลือกเว็บไซต์ที่ต้องการ  เข้าไปค้อนหารายละเอียดของข้อมูลต่อไป  ดังตัวอย่าง  เมื่อคลิกเลือกการศึกษา Education แล้วจะแสดงเว็บไซต์ของหัวข้อเรื่องดังกล่าวออกมา

การค้นหาจากหมวดหมู่  หรือไดเร็กทอรี (Directories)
                การให้บริการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้เปรียบเสมือนเราเปิดเข้าไปในห้องสมุด  ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของหนังสือไว้แล้ว  และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่หนังสือที่ต้องการ  ซึ่งภายในหมวดใหญ่นั้น ๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อย ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  หรือแบ่งประเภทของข้อมูลให้ชัดเจน  เราก็สามารถเข้าไปหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการได้  แล้วก็เปิดเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างในหนังสือเล่มนั้น ๆ วิธีนี้จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น  มีเว็บไซต์มากมายที่ให้บริการการค้นหาข้อมูลในรูปแบบนี้  เช่น
วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบไดเร็กทอรี  สามารถทำได้ดังต่อไปนี้  คือ
1. พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น http://www.sanook.com/
2. เลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล  เช่น  การศึกษา  จะแบ่งเป็นหัวข้อย่อย  ดังนี้  โรงเรียน, สถาบันอุดมศึกษา, สถาบันกวดวิชาและสอนพิเศษ, แนะแนวการศึกษา
3. เมื่อคลิกที่หัวเรื่องย่อยที่ต้องการ  เช่น  สถาบันอุดมศึกษา
4. จะปรากฏหัวข้อเรื่องย่อยของสถาบันอุดมศึกษา  ดังนี้
5. นอกจากแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยของข้อมูลแล้วก็ยังมีการเชื่อโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกค้นหาข้อมูลอีกมากมาย 

เทคนิคในการค้นคว้าข้อมูล
1. การใช้รักษา  การค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด  สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทย  และภาษาอังกฤษ  ซึ่งมีรูปแบบของภาษาไทยนั้นจะเป็นการเขียนประโยคที่ต่อเนื่อง  เช่น  ขนมไทย  ศิลปวัฒนธรรมไทย  สมุนไพรไทย  เป็นต้น  แต่การค้นหาด้วยคำภาษาอังกฤษ  จะแตกต่างจากภาษาไทย  คือภาษาอังกฤษจะเป็นการแบ่งวรรคของคำ  เช่น  Thai food  ซึ่งถ้าพิมพ์คำนี้แล้ว  ผลลัพธ์ที่ได้คือ  จะแสดงเว็บไซต์ที่มีคำว่า Thai หรือ Food  หรือ Thai food  เป็นข้อความเดียวกัน  ต้องพิมพ์คำดังกล่าวไว้ในเครื่องหมายคำพูด (“  ”) เช่น  “Thai food” ซึ่งแปลว่าอาหารไทย  เมื่อให้เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลให้ก็จะแสดงเฉพาะเว็บไซต์ที่มีคำว่า “Thai food” เท่านั้น  ซึ่งจะทำให้ข้อมูลที่ต้องการแคบลง  ช่วยให้เราสามารถหาผลลัพธ์ที่ต้องการได้เร็วขึ้น
2. ควรบีบประเด็นให้แคบลง  หรือใช้คำให้ชัดเจน  ตรงประเด็นที่ต้องการผลลัพธ์ให้มากที่สุด  เพราะข้อมูลบนเครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมาย  ถ้าเราสามารถระบุคำที่ชัดเจนและตรงประเด็นแล้ว  จะเป็นการกรองข้อมูลให้กับเราได้  ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ตรงกับความต้องการชัดเจน  และสามารถหาข้อมูลให้กับเราได้  ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ตรงกับความต้องการชัดเจน  และสามารถหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว  เช่น  ถ้าต้องการค้นหาข้อมูลของอาหารไทยเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น  ควรที่จะกำหนดข้อความในการค้นหา  คือ  “Thai food in Thailand” จะเป็นการกรองข้อมูลให้เราได้ประเด็นที่แคบลง
3. การใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน  คำในภาษาอังกฤษมีหลาย ๆ คำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น  world และ earth  แปลว่า “โลก” ถ้าต้องการหาคำว่า world แล้วผลลัพธ์ที่ได้ไม่สามารถหาข้อมูลของคำนี้ได้  เราควรลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน
4.  การใช้โอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน  เมื่อต้องการเจาะจงในการค้นหาข้อมูล  ก็สามารถที่จะนำโอเปอเรเตอร์  หรือบูลีน  มาเป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูลได้  เพื่อให้สามารถค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด  โอเปอเรเตอร์ที่ใช้  คือ  AND, OR, AND, NOT และเครื่องหมาย +,-

AND “และ”  เช่น computer and design  ผลลัพธ์ที่ได้จะได้ข้อมูลที่ต้องมีทั้งคำว่า “computer” และ “design” อยู่ด้วยกันเท่านั้น  จึงจะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง
OR “หรือ”  การใช้คำว่า OR ถ้ามีคำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียวก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดงให้  เช่น  computer or design คือ  จะมีแต่คำว่า “computer”  หรือ มีแต่คำว่า “design”  หรือมีทั้งคำว่า “computer”  และ “design”  ก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง  การใช้คำว่า OR ช่วยในการค้นหาข้อมูลนั้น  ทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีขอบเขตกว้างมาก
AND NOT หรือ NOT  เช่น  computer and not design หมายความว่า  “ให้ค้นหา  ข้อมูลที่มีคำว่า computer  แต่ต้องไม่มีคำว่า design มาด้วย” ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อใช้ข้อความนี้ในการค้นหาข้อมูลเฉพาะที่มีแต่คำว่าคอมพิวเตอร์เท่านั้น  ถ้าข้อมูลใดมีคำว่า  “design” อยู่ด้วยจะไม่ดึงเอาข้อมูลนั้นมาแสดง
เครื่องหมาย +  หมายความว่า  คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องมีคำนั้นอยู่ในเว็บเพจนั้น  เหมือนกับคำว่า AND
เครื่องหมาย –  หมายความว่า  คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องไม่มีคำนั้นอยู่ใน  เว็บเพจนั้น  เหมือนกับคำว่า NOT
เช่น  + computer – design  ข้อมูลที่จะแสดงออกมาจะต้องมีคำว่า computer  แต่ไม่มีคำว่า design


แบบฝึกหัดท้ายบทที่  7

1.ข้อใดคือโปรแกรมที่ดาวโหลด
      ก. เดโมแวร์
      ข.โปรแกรมดาวโหลดฟรี
      ค.โปรแกรมรุ่นเบต้า
      ง. ถูกทั้ง ก และ ข
2.ไฟล์นามสกุลใดเป็นไฟล์โปรแกรม
      ก. avi
      ข. mpg
      ค. jpg
      ง. Zip
3.ประเภทของโปรแกรมที่ดาวโหลดมีกี่ประเภท
      ก. 2ประเภท
      ข. 3ประเภท
      ค. 5ประเภท
      ง. 4ประเภท
4.ข้อใดคือคุณสมบัติของโปรแกรม Winzip
      ก. อัพโหลดไฟล์
      ข. แสดงผลแบบ Text File
      ค. ช่วยโหลดโปแกรมได้เร็ว
      ง. ถูกทุกข้อ
5. โปรแกรมประเภทใดที่เราสามารถใช้ได้เพียงบางส่วน
      ก. แชร์แวร์
      ข. โปรแกรมดาวโหลดฟรี
      ค. ถูกทั้ง ก และ ข
      ง. เดโมแวร์
6. แชร์แวร์ (Shareware) คือข้อใด
      ก. โปรแกรมรุ่นทดลองใช้
      ข. โปรแกรมดาวโหลด
      ค. ถูกทั้ง ก และ ข
      ง. ไม่มีข้อถูก
7. โปรแกรมรุ่นเบต้า(Bele Soltware) เรียกอีกชื่อว่าอะไร
      ก. โปรแกรมรุ่น อัลฟา
      ข.  โปรแกรมดาวโหลด
      ค. โปรแกรมดาวแชร์แวร์
      ง. ถูกทุกข้อ
8. Open มีหน้าที่ทำอะไร
      ก. เพื่อเปิดข้อมูล
      ข. เพื่อเปิดโปรแกรม
      ค. เพื่อปิดโปรแกรมการดาวโหลด
      ง. ไม่มีข้อถูก
9. การใช้งานของโปรแกรม (winzip) คือแบบใดบ้าง
      ก. แบบ Classie หรือ แบบ winzip
      ข. Next > finish
      ค. ถูกทั้ง ก และ ข
      ง. ไม่มีข้อถูก
10. ข้อใดคือตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรม
      ก. Next
      ข. File
      ค. Next – Finish
      ง. ถูกทุกข้อ

เฉลย  1.ง   2. ง  3. ง 4. ก 5. ง 6. ค 7. ก 8. ก 9. ก  10. ก